You are currently browsing the monthly archive for มีนาคม 2011.
เมื่อผู้ประกอบการทำบ้านจัดสรร เจอกับผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน จึงเกิด ‘เพียวเพลส’ ขึ้น
“ปรัชญาการพัฒนาที่อยู่อาศัยของสัมมากร ไม่เพียงสร้างบ้าน แต่เราสร้างสังคมด้วย ตลอดระยะเวลา 30 ปีในการพัฒนาที่อยู่อาศัย จำเป็นต้องมีคู่ค้าร่วมงานกับ ‘เพียว’ ซึ่งจะเป็นแนวทางเพิ่มรายได้ในส่วนค่าเช่า โครงการแรกที่รังสิตคลอง 2 ในปี 2550 ประสบความสำเร็จในกระดับที่น่าพอใจ” คุณกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บมจ. สัมมากร เล่าถึงแนวคิดการพัฒนา Community Mall ร่วมกับบริษัท ระยอง เพียวริฟายเออร์ จำกัด (มหาชน)
โครงการแรกที่รังสิตคลอง 2 หลังเปิดตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา พบว่ามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการหนาแน่น จุดเด่ดมีทั้งปั๊มน้ำมัน จัสโก้ซุปเปอร์มาร์เก็ต 24 ชั่วโมง และร้านค้าอื่นๆ รองรับกับไลฟ์สไตล์พอดี
“เพียวเพลส รามคำแหง 110” หน้าหมู่บ้านสัมมากรย่านบางกะปิ โครงการ 2 กำลังดำเนินการก่อสร้างกับงบประมาณไม่เกิน 300 ล้านบาท และยังมีอีก 2 โครงการใหม่ภายในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า
จุดยืนของ “เพียวเพลส” คือการขยายคอมมูนิตี้มอลล์ในย่านชานเมือง เป็นพื้นที่ ทุกจุดเหมาะสมและมีศักยภาพ โดยจะมีการพัฒนาให้โครงการมีหน้าตาที่ทันสมัย และร้านค้าที่มาร่วมก็ต้องเป็นตัวดึงดูดลูกค้า มีความหลากหลาย แบ่งสัดส่วนออกเป็นพื้นที่หลัก 25% ให้กับซุปเปอร์มาร์เก็ต 25-40% เป็นร้านอาหาร ส่วนที่เหลือสถาบันการศึกษา ร้านสินค้าแฟชั่น ธุรกิจสปา คลินิก
แนวทางด้านการทำตลาดและการใช้สื่อโฆษณาคือ ต้องมุ่งสื่อสารตรงถึงกลุ่มลูกค้าในระแวกนั้น ไม่ว่าจะเป็นใบปลิวที่แจกในปั๊มน้ำมัน ไดเร็คเมล์ บิลบอร์ด ป้ายโฆษณาในย่านชุมชนใกล้เคียง
นอกจากนี้ยังร่วมกับร้านค้าในโครงการ ทำโปรโมชั่นร่วมกัน ส่วนหนึ่งร้านค้าคงมีการจัดทำใบปลิว โบร์ชัวร์เองแจกออกไปก็ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
แนวทางการประชาสัมพันธ์ทีได้ผล คือการให้ Community Mall เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของชมรม สมาคมต่างๆ การแสดงนิทรรศการ การแสดงสินค้า ฯลฯ
กิจกรรมในวันสำคัญ ก็เป็นอีกโปรเจ็คของโครการที่จะผลักดันออกมา สร้างสีสรร ความคึกคักให้กับเพียวเพลสแบบไม่ลืมเด็ดขาด



Source: http://www.ohmmag.com
การเกาะติด ล้อตามลูกคลื่นของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้คนรุ่นใหม่มองไปข้างหน้า และเห็นโอกาสการเดินทางของคนยุคหน้า
การศึกษา การเห็นโลกกว้าง บวกทุนดั้งเดิมของครอบครัว เป็นการสนธิกำลังเกิดธุรกิจใหม่ซึ่งเริ่มต้นได้จากรุ่นของตัวเอง “ครอบครัวเป็นข้าราชการ ตัวดิฉันเองก็เคยรับราชการ แต่มีความคิดว่า อยากมีกิจการเป็นของตัวเอง คิดหนักค่ะ กลัวๆ กล้าๆ จึงจ้างบริษัททำวิจัยว่า ที่ดิน 2 ไร่ 3 งาน ของครอบครัว จะนำมาทำประโยชน์อะไรได้บ้าง นั่นแหละค่ะ เป็นจุดเริ่มต้น” คุณวิภาวี คอมันตร์ กรรมการผู้จัดการ B–Boulevard Lifestyle Mall ย่านถนนกิ่งแก้ว บางนา-ตราด กม.12 เริ่มเล่าเบื้องหลังการตัดสินใจของเธอ
ที่ดินผืนนี้เป็นทรัพย์สินของครอบครัว เมื่อความเจริญของเมืองขยายตัวไปถึง ความหนาแน่นของชุมชน หมู่บ้านจัดสรร สถาบันการศึกษา นิคมอุตสาหกรรม อพาร์ทเม้นท์ จึงตามมา
การจ้างบริษัทวิจัย ลงพื้นที่สำรวจกว่า 3,000 ตัวอย่าง กระจายรัศมี 5 กิโลเมตรโดยรอบ เมื่อ 6 ปี ก่อนเปิดตัวเป็น Community Mall ของคุณวิภาวี จึงมีผลที่สกัดออกมาใกล้เคียงกับการลงมือ ลงทุน
“ยอมรับว่าเป็นมือใหม่ จึงต้องทำการบ้าน เยอะ มีงานวิจัยเข้ามาช่วยในการตัดสินใจ ขอความรู้ ขอประสบการณ์จากพี่ๆ ที่อยู่ในธุรกิจนี้ และผู้ใหญ่อีกหลายๆ คน
อาคาร 2 ชั้น พื้นที่ 2,300 ตารางเมตร จึงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ โรงเรียน – การศึกษา, ร้านอาหาร และงานบริการ”
B-Boulevard เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 มีร้านอาหาร ดังอย่าง เสวย, โรงเรียนกวดวิชา-คุมองต์, ร้านทำผม เสริมสวย นวดหน้า นวดตัว รักษาสิว ร้านกาแฟ
บรรยากาศของศูนย์การค้าชุมชนแห่งนี้ จึงเป็นธรรมชาติมากที่จะคึกคักในช่วงเที่ยงวัน บ่ายคล้อย และเสียงหัวเราะเด็กๆ วิ่งเล่นในวันหยุด เมื่อครอบครัวยกขบวนมาทำกิจกรรมในศูนย์การค้าใกล้บ้าน
เวลาเกือบปีที่ผ่านไป พบว่าสังคมเปลี่ยนไปมาก การปรับตัวของผู้ประกอบการ ก็ย่อมต้องล่วงหน้าไปก่อน ศูนย์การค้าแห่งนี้จึงอยู่ในช่วงของการปรับตัว ความที่มีขนาดเล็กจึงได้เปรียบเรื่องความคล่องตัว ยืดหยุ่นได้ดี
การใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ กับกลุ่มชุมชนเป้าหมาย ราว 3,000 ครัวเรือน เป็นสื่อนอกบ้านประเภท Banner กระจายติดตามเสาไฟฟ้า, ติดตามจุดประจำเช่าพื้นที่โฆษณา 5 จุด รวมทั้งการใช้ตัวเองเป็นแหล่งข่าว กลายเป็นโลโก้เคลื่อนที่ ตอกย้ำความเป็น B-Boulevard
“ดิฉันใช้การโฆษณาผ่านวิทยุชุมชน 2 คลื่น ไม่ใช้ Mass Media ประเภทอื่นเลยค่ะ”
การมีโปรโมชั่นในทุกเทศกาลสำคัญกับศูนย์การค้า เพราะเป็นการดึงผู้คนเข้ามาใช้บริการ และอีกหนึ่งความสำคัญของการตลาดยุคนี้ คือการสร้างแบรนด์ของ B-Boulevard เอง บางคนอาจไม่มั่นใจในการออกเสียง
อ่านว่า ‘บี-บูเลอวาร์ด’ ความคุ้นเคยจึงต้องบอกควบไปกับไลฟ์สไตล์ ด้วยคำพูดฟังง่าย เข้าใจง่าย นั่งชิลชิล ทานข้าวชิลชิล หน้าใส หุ่นสวย ที่ บี-บูเลอวาร์ด
การศึกษาความเป็นไปได้ ด้านการลงทุน ด้วยภาวะเศรษฐกิจเช่นวันนี้ อาจต้องยืดระยะเวลา จากสมมติฐานเดิม 6 ปี เป็นมากกว่านั้น แต่ภาระผูกพันไม่ตึงตัว เพราะเป็นเจ้าของที่ดินเอง และความเล็กกะทัดรัดที่ปรับตัวได้คล่อง พร้อมจะขยับรองรับกับชุมชนกิ่งแก้ว รอเพียงเวลาความหนาแน่นของผู้คน ความเจริญของเมืองเท่านั้น



Source: http://www.ohmmag.com
จากธุรกิจครอบครัว เป็นผู้นำเข้าอุปกรณ์ในบ้านหลายประเภท เช่น ก๊อกน้ำ อ่างน้ำ สุขภัณฑ์ และอื่นๆหลายยี่ห้อ จากประเทศเยอรมัน ,ญี่ปุ่น รวมทั้งการเป็นตัวแทนจำหน่าย จนเริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเองชื่อ “ Lucky Star”
40 ปีจากคนรุ่นบิดา มาอยู่ในมือลูกชายคนโตของบ้าน ก็ถูกขยายไปยังการทำธุรกิจอื่น จากบุคคลิกความขยันทำงานไม่หยุด ทำงานสไตล์เถ้าแก่รุ่นใหม่ที่รู้จักหยิบสิ่งใกล้ตัวที่ถนัด และใช้แนวโน้มการดำรงชีพของชีวิตคนเมืองเข้ามาเป็นโอกาสทางธุรกิจ
“ผมไม่เคยเป็นลูกจ้าง พอเรียนจบก็ช่วยงานครอบครัวทันที ลูกคนจีนถูกสอนให้ขยันทำงาน ผมชอบมองอะไรใหม่ มันเป็นความท้าทายของคนทำงาน เวลามีธุรกิจก็จะมีการจ้างงาน ลูกค้ามีความสุข เราก็ดีใจมีความสุขไปด้วย” คุณสันทัด ศรีวิชาญกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีสิริ ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด เล่าแบบเปิดเผย และไม่ได้คิดว่าจะเป็นการวิ่งแห่กันทำธุรกิจให้เป็นเพียงเหมือนแฟชั่นที่ฉันขอทำด้วยคน – me too
ที่ดิน 11.23 ไร่ เป็นของครอบครัวที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ความเจริญของเมืองที่ขยายวงเข้ามาถึง จึงทำให้บ้านนี้เริ่มหยิบมาทบทวนเมื่อ 3 ปีก่อน
การเพิ่มมูลค่าที่ดินมีหลายแนวทาง ที่ดินแปลงนี้ เคยถูกปล่อยให้คนเช่าทำกิจการหลายอย่างมาแล้ว ตั้งแต่โรงเรียนสอนขับรถยนต์ สนามซ้อม-เลี้ยงม้า
ทางเลือกของเจ้าของที่ดินมีให้เลือกมากมาย แต่ข้อกำหนดโซนนิ่งทางกฎหมายและการวางตำแหน่งทางการตลาด เป็นปัจจัยสำคัญที่จะใช้เป็นข้อรองรับการตัดสินใจครั้งสำคัญกับเงินลงทุนก้อนโตนี้เช่นกัน
หมู่บ้านผุดขึ้นมาก ถนนหลายเส้นตัดผ่านมาถึง อย่างน้อยใกล้เส้นทางถนนไม่น้อยกว่า 6 สาย การทำวิจัยการตลาดเกิดขึ้น บนฐานข้อมูลใกล้ชิด คำนวนละเอียดยิบ ท้ายสุด กลายเป็น ศูนย์การค้าชุมชน – Community Mall ชื่อ “The compound”
“ผมใช้เวลาให้ทีมงานทำวิจัยอยู่ 3 ปี จึงตัดสินใจ เพราะทุกงานที่ลงมือทำควรสำเร็จรุ่งเรือง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุกๆฝ่าย ที่เข้ามาร่วมกันได้”
เบื้องหลังผลงานวิจัยที่ออกมานั้น เป็นการสำรวจจากตัวอย่าง 500 ตัวอย่างที่มีนัยยะสำคัญ แบบ Focus Group ตัวเลือกแรกของการเข้าไปจับจ่ายใช้สอย เดินห้าง ซื้อข้าวของ คือ ศูนย์การค้าแฟชั่นไอซ์แลนด์ และ 5 อันดับต้นที่พวกเขาต้องการ เมื่อเข้าไปเดินห้าง ได้แก่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต,บริการประเภทแบงค์ การจ่ายค่าน้ำค่าไฟ โทรศัพท์ ไปรษณีย์,อาหารการกิน ของกินอร่อย ร้านดัง ,ความบันเทิง ร้านวิดีโอ หนังแผ่น เทปเพลง ร้านหนังสือ และสินค้าประเภทงานอดิเรก ของรัก ของหวง หมาๆ แมวๆ
เจ้าของโครงการใช้เวลาวางแผนงาน 1 ปี ก่อสร้างด้วยเวลาเพียง 9 เดือน จากประสบการณ์ของอาชีพของเขาอยู่แล้ว The compound จึงเปิดตัวได้เมื่อเดือนมกราคม 2551 ที่ผ่านมา
ภายใน Community Mall แห่งนี้มีหลายร้านที่ได้รับความนิยม อาทิ ท้อปซุปเปอร์มาร์คเก็ต,Puff & Pie, Bm Express – ให้บริการทุกประเภทที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน,ร้านอาหาร,ร้านกาแฟ,กลุ่มสินค้าพื้นเมือง,ของแต่งบ้าน ล้วนเป็นคำตอบจากโจทย์ความต้องการของผลวิจัยทั้งสิ้น
10 เดือนผ่านไป ทีมงานมีการประเมินผล เพื่อดูแลลูกค้าที่เข้ามาเปิดร้านภายในโครงการ แม้จะขายพื้นที่ไปหมดแล้ว แต่งานบริการยังคงอยู่ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบดูแลตลอดกาลว่า ทุกฝ่ายต้องมีความสุข ค้าขายดี
“เราพบว่า ธรรมชาติของคนในพื้นที่นี้ มักเป็นกลุ่มคนทำงานที่เช้าออกไปทำงาน บ่ายเย็นกลับเข้าบ้าน ดังนั้นเวลาของชั่วโมงการขาย จะอยู่ตั้งแต่บ่าย 3 โมง จนถึง 3 ทุ่ม ซึ่งก็ต้องมีการปรับแผนงานกันอยู่เรื่อยๆครับ
กลุ่มคนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เป้าหมายราวกว่าสามแสนคน ย่อมเป็นกลุ่มที่ผู้บริหารต้องมองอย่างใกล้ชิด “ผมแปลกใจเหมือนกันนะครับว่า ร้านสปา ขายดี มีสมาชิกเยอะ ผู้คนยุคนี้อาจมีความเครียด คงอยากหาที่เงียบๆ ปลีกวิเวก มาคลาย มาผ่อนความตึงตัวของอารมณ์ และบรรยากาศรอบตัวกระมังครับ”
วิสัยทัศน์ของโครงการนี้วางไว้ว่า ลูกค้าที่คิดถึง The Compound ต้องนึกถึงสินค้าที่เป็นพื้นฐานการดำเนินชีวิตของพวกเขา นึกปุ๊บต้องเดินมาที่นี่ มีทุกอย่าง
การสร้างกิจกรรมตามเทศกาลต่างๆ ขาดไม่ได้ทุกๆ 2 เดือนต้องมี Co-Promotion กับทุกร้านในศูนย์, -ลอยกระทง คริสมาสต์ ปีใหม่ วันเด็ก วันแห่งความรัก วันสงกรานต์ ฯลฯ
แผนงานประชาสัมพันธ์ นอกจากภายในศูนย์ฯเองที่จะกระจายติดไปตามจุดต่างๆ การบอกข่าว กระจายกิจกรรมให้ผู้คนในชุมชนได้รับรู้ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือสื่อนอกบ้านประเภทบิลบอร์ด ,Banner, รถเร่ ที่ต้องใช้เสียงผู้ประกาศวิ่งไปตามเส้นทางโดยรอบ ผ่านชุมชน-หมู่บ้าน แผ่นปลิวเสียบตามหน้าบ้าน – มีแคมเปญให้นำกลับมาแลกของ แลกซื้อ มีอัตราน่าพอใจที่ 3%
“น่าแปลกเหมือนกันนะครับ ที่นี่กองถ่ายละครชอบมาขอใช้เป็นสถานที่ ถ่ายทำละครโทรทัศน์ มาแล้วหลายเรื่อง ซึ่งก็เป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดีได้ทางหนึ่ง”
สื่อที่ได้ผลอีกประเภทคือ รถเร่ แสดงถึงอาการรับรู้จากโสตเสียง มีผลต่อการกระตุ้นผู้บริโภค
กิจกรรมที่เรียกร้องความสนใจได้ดี เป็นงานแนว “งานวัด” แบบไทยๆ มียิงปืน สาวน้อยตกน้ำ การละเล่นแบบไทย บรรยากาศครึกครื้นของคอนเสิร์ต ดนตรีวงสด เสียงกลองเร้าใจ สร้างสีสันให้ชีวิตของศูนย์กลายเป็นศูนย์รวมของคนในชุมชนได้ดี
ความท้าทายของผู้บริหาร ที่ต้องบริหารความชอบ ความเป็นอยู่ของผู้คนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั้น ย่อมต้องการ “เวลา” เป็นบทสรุป ที่ไม่มีจุดหยุด ไม่ต่างกับลมหายใจที่ต้องต่อทอดกันไปเช่นกัน


ยักษ์ค้าปลีกอย่างเทสโก้ โลตัส ขยับตัวลงมาสู่ตลาด Community Mall เพราะมองว่าเป็นการลดกระแสต่อต้านจากสังคมที่ส่งผลกระทบต่อร้านโชห่วย
ช่องทางนี้เป็นทางสายกลางๆ ที่ค่ายนี้เลือก และก้าวเข้าไปจับมือเป็นมิตรกับชุมชนมากขึ้น รวมทั้งข้อกำหนด ข้อจำกัดพื้นที่ขนาดใหญ่ในเมืองที่หายากขึ้นทุกที
ทำเลที่ตั้งเป็นจุดที่ถูกเลือกอันดับแรก ในย่านที่มีชุมชนตั้งแต่ 3-50,000 ครัวเรือน ที่สามารถขับรถยนต์จากบ้านมาถึงสาขานั้นๆได้ภายใน 2-5 นาที เพื่อให้สมกับเป็นยุคประหยัด
การวางองค์ประกอบของสินค้า ร้านค้า เป็นความถนัดของธุรกิจค้าปลีกของเทสโก้โลตัสอยู่แล้ว ทุกอย่างจึงมีแบบ one-stop มาที่เดียวมีทุกอย่าง ที่ทุกคนในครอบครัวต้องการ
“พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป พวกเขาหันมาใช้จ่ายใกล้บ้านมากขึ้นเพราะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น เราจึงเตรียมวางแผน นำร้านค้าขนาดเล็กเหมาะ กับแต่ละชุมชนโดยเปิดโอกาสรับสินค้าชุมชน ประเภท OTOP เข้ามาขายภายในสาขาด้วย รวมทั้งกิจกรรมต่างๆของชุมชน ก็สามารถเข้ามาใช้สถานที่ของเราได้ อย่างเทศกาลขนมไทย Exotic Thai Dessert ของชุมชนชาวเกาะเกร็ด ตำรับชาววัง ข้าวแกง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีค่ะ”
คุณวีณา อรัญญเกษม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพื้นที่เช่าและสื่อโฆษณาเทสโก้โลตัส บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด เล่าแนวคิดของค่ายค้าปลีกที่ตะลุยขยายสาขากระจายไปทั่วไทย
ค่ายนี้มองกลุ่มลูกค้าแล้วเสริฟตามความต้องการให้เหมาะสมเป็น 3 แบรนด์ ได้แก่ ระดับบน กลาง ล่าง ด้วยแบรนด์ @ Oasis , @ Park และ @ Garden ตามลำดับ
เงินลงทุนแต่ละสาขาถูกกำหนดได้ราว 60-80 ล้านบาทและวางจุดคุ้มทุนไว้ 4 ปี รวมทั้งจะปูพรมขยายตัว 5-8 สาขาต่อปี
Community Mall สาขาแรกของ ค่ายนี้ คือ The O@sis บริเวณหมู่บ้านนิชดาธานี ถนนสามัคคี จังหวัดนนทบุรี บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ เป็นจุดที่มีกำลังซื้อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
ความพร้อมพรรคของค่ายนี้ ทั้งด้านการวิจัยตลาดอย่างใกล้ชิดจนสามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบจุด การเงินสนับสนุนที่เข็มแข็ง แบรนด์เป็นที่รู้จัก รวมทั้งการจับมือกับพันธมิตรในธุรกิจที่ต้องการเดินไปพร้อมๆกัน เช่น ธนาคาร ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ย่อมเสริมแรงให้การขยับกลยุทธ์ในครั้งนี้ของเทสโก้ โลตัส มั่นใจยิ่งขึ้น



Source: http://www.ohmmag.com
| SF : ต้นแบบ Community Mall ของเมืองไทย | ![]() |
![]() |
![]() |
‘SF : ต้นแบบ Community Mall ของเมืองไทย’
เริ่มต้นทำงานเป็นเซลล์แมนขายเครื่องคอมพิวเตอร์ ในเครือปูนซีเมนต์ไทย จนต้องกลับมาดูแลธุรกิจครอบครัว นำที่ดินพัฒนาขึ้นเป็นโครงการ จนได้รับความวางใจจากคู่ค้าชาวญี่ปุ่น
เขาเดินทางดูงานมาแล้วทั่วโลก พบแนวโน้มว่า ศูนย์การค้าประเภทนี้กำลังจะแพร่กระจายในเมืองไทยให้เป็นเทรนด์ล่าสุด และพยากรณ์ไว้ว่า “Community Mall เมืองไทยน่าจะมีสัก 400 แห่ง จึงจะรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้ ตอนนี้มีสัก 100 กว่า ผมคิดว่าโตได้อีกครับ” คุณนพพร วิฑูรชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) : SF เป็นผู้ที่ถูกกล่าวถึงว่า เขาประหนึ่งเป็น ‘เจ้าพ่อของวงการ Community Mall ของเมืองไทย’ การทำธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แนวการให้บริการของเขา มีแนวคิดการบริหารที่ได้รับติดกายมาตั้งแต่วัยหนุ่มยุค ‘หนุ่มปูนใหญ่-ปูนซีเมนต์ไทย’ ที่ช่วยหนุนให้ SF ยืนอย่างแข็งแรงมาจนวันนี้คือ ปรัชญา 4 ข้อ เรื่องความตั้งมั่นในคุณธรรม, ความเป็นเลิศ, คุณค่าของคนและการรับผิดชอบต่อสังคม เขามีต้นแบบของนักธุรกิจในดวงใจหลายคน หนึ่งในนั้นเป็น ‘วิชา พูลวรลักษณ์’ แห่งเมเจอร์ซีเนเพล็กซ์ กรุ้ป ซึ่งต่อมากลายเป็นการร่วมทุนระหว่างกันและผนึกกำลังทำธุรกิจในฐานะคนที่มีแนวร่วมการบริหารคอเดียวกัน – เป็นเพื่อนกัน ปัจจุบันค่าย SF บริหารศูนย์การค้าชุมชนอยู่ 28 แห่ง และมีแผนงานจะเพิ่มขึ้นอีก 20 แห่ง ในอีก 3 ปีข้างหน้า กลายเป็นผู้นำที่แจ้งเกิดเป็นงานแรกโดยครองแชมป์ ในเวลาเดียวกัน ว่ากันว่า SF กลายเป็นแบรนด์ที่เข้มแข็ง สร้างความมั่นใจให้เจ้าของ ร้านค้ามั่นใจ หากพบว่าค่ายนี้เป็นเจ้าของโครงการ ดูแลการบริหารงานเอง จากผลงานผ่านกาลเวลาที่สะสมมา แบรนด์ล่าสุด ใช้ชื่อว่า ‘The Avenue’ แล้วเติมต่อท้ายด้วยพื้นที่นั้นๆ เช่น The Avenue @ Changwattana “ทำเลที่ตั้งของโครงการ Major Avenue @ Ratchayothin มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งมากครับ ถนน 2 รายหลัก พหลโยธิน รัชดาภิเษก ใกล้ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ และกำลังรองรับสายต่อเติมของรถไฟฟ้า BTS ลูกค้าที่มีหมุนเวียน 2-3 หมื่นรายต่อวัน และเพิ่มเป็น 2 เท่าในวันหยุด ผมว่าศูนย์การค้าแนวนี้ยังโตได้อีกมากครับ” คุณสมคิด ตันทัดวานิชกุล กรรมการ บริษัท รัชโยธิน อเวนิว จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่าง SF และ Major Group พูดถึงความมั่นใจในการบริหารของเขา ความได้เปรียบอีกจุดของการผนึกกำลังกันคือ การใช้สื่อในโรงภาพยนตร์ของ Major Group อาทิ จอพลาสม่า ในบริเวณพื้นที่ของโรงหนัง รวมทั้งการทำกิจกรรมทางการตลาดที่เอื้อหนุนซึ่งกันและกัน เมื่อ “ 2 ใหญ่” จับมือกัน ระหว่าง “SF และ Major” จึงกลายเป็นความน่าเกรงขามของอีกหลายค่ายไม่น้อย…
|
ก่อนเป็น Community Mall
การตัดสินใจลงทุนด้านค้าปลีก ประเภท Community Mall นอกเหนือจากปัจจัยอื่นๆ เรื่องความพร้อมของเงินทุน ที่ดิน สิ่งที่เป็นข้อมูลขั้นพื้นฐานของกลุ่มก้อน ประชากรเป้าหมายในพื้นที่รัศมี 3 – 5 กิโลเมตร ที่น่าสนใจของผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็น ‘มืออาชีพ’ รวมทั้ง ‘มือใหม่หัดขับ’
ทีมงานกอง บก.บห. ได้ไล่เรียงนำมาเล่าสู่กันฟังไว้
เรื่องนี้เป็นทฤษฎีที่นักเรียนในห้องเรียน MBA พลิกตำราหน้าไหนๆ ก็ตำราเดียวกัน ความต่างเกิดขึ้นจากกลยุทธ์ ของแต่ละค่ายที่จะหยิบมาเป็นลูกเล่นพลิกแพลง ให้ลูกค้าตื่นตา ตื่นใจได้อย่างไร
การศึกษาความเป็นไปได้ ให้รู้ตัวตนว่า ลูกค้าของคุณเป็นใคร ชอบอะไร นั่นแหละ จึงจะแสวงหาสินค้า – บริการมาให้แบบตรงใจได้
เป็นเรื่องไม่ยากที่เจ้าของโครงการก็สามารถทำได้เอง แต่ส่วนใหญ่มักจะมอบให้มืออาชีพด้านงานวิจัย เป็นคนลงพื้นที่ เกาะติดจนพบตัวตน ลูกค้าจากกลุ่มตัวอย่าง ในจำนวนที่จะพอเป็นตัวแทนประชากร ด้านสถิติศาสตร์ได้

รัศมีทำการของการสำรวจ 3 – 5 กิโลเมตร

‘เพศ’ ก็มีความสำคัญ
ความชอบก็ไม่เหมือกัน
เขาชอบอะไร เธอชอบอะไร

โสด ไม่โสด อยู่คนเดียว อยู่สองคน
บ้านที่มีเด็ก ครอบครัวใหญ่ มีปู ย่าตายาย
การใช้ชีวิตย่อมแตกต่าง

อัตราการเพิ่มของประชากร
ในรอบ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา มีหมู่บ้าน
มีชุมชนเกิดใหม่ แสดงความหนาแน่นของประชากรได้ดี

อาชีพของพวกเขา เป็นเจ้าของกิจการ
เป็นมืออาชีพ เป็นแม่บ้าน พ่อบ้าน
สะท้อนรายได้ต่อครัวเรือน และกำลังซื้อ

คุณภาพชีวิต
ต้องลงลึก ว่าพวกเขามีไว้…
ในครอบครองหรือไม่
เพื่อมีธุรกิจไว้รองรับ
แผนงานการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า เมื่อรู้จักตัวตน ค้นจนพอเห็นเค้าลางของลูกค้าแล้ว แผนการประชาสัมพันธ์ การใช้สื่อ
Source: http://www.OHMMag.com
All about retail in Thailand: http://thairetail.blogspot.com/
Retail Community: http://theretail.wordpress.com/2009/11/
OHM Mag: http://www.ohmmag.com/index.php?option=com_content&view=category&layout=blog&id=38&Itemid=47
RETAIL FORMATS
ศูนย์การค้าแบบเปิด (Open-air Shopping Center) คือ ศูนย์การค้าที่มีพื้นที่ด้านหน้าเปิดโล่ง และใช้เป็นที่จอดรถ โดยทั่วไปแล้วจะมีอาคารสูง 1-3 ชั้น จำนวน 1-3 อาคาร ตั้งอยู่ในแนวตรง รูปตัวแอล (L) หรือรูปตัวยู (U) และไม่มีทางเดินเชื่อมที่มีการปรับอากาศระหว่างร้านค้าปลีก
ส่วนศูนย์การค้าแบบปิด (Enclosed Shopping Center) หมายถึง ศูนย์การค้าที่มีผู้เช่าหลักและร้านค้าปลีกต่างๆ รวมทั้งที่จอดรถ อยู่ภายในอาคารทั้งหมด และมีทางเดินเชื่อมที่มีการปรับอากาศระหว่างร้านค้าปลีกภายในอาคาร โดยรูปแบบศูนย์การค้าส่วนใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน จะเป็นศูนย์การค้าแบบปิดเกือบทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์การค้า สยาม พารากอน, เซ็นทรัลเวิล์ด, เซ็นทรัลพลาซ่า, ดิ เอ็มโพเรียม, ซีคอนสแควร์, มาบุญครอง, สยาม ดิสคัฟเวอรี่, เดอะ มอลล์, ฟิวเจอร์พาร์ค และ แฟชั่น ไอส์แลนด์ เป็นต้น
ประเภทของธุรกิจ
รีเทลฟอร์แมท (Retail Formats)
ทฤษฎีของธุรกิจค้าปลีกได้จัดฟอร์แมทของ คอมมูนิตี้ มอลล์(Community Mall) หรือศูนย์การค้าชุมชน ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง Formats ของ สยามฟิวเจอร์ซึ่งเป็นต้นแบบของคอมมูนิตี้ มอลล์ในเมืองไทย ไว้ใน 6 รูปแบบด้วยกันดังนี้
1. ศูนย์การค้าชุมชน (Neighborhood Shopping Center)
2. ศูนย์สะดวกซื้อ (Convenience Center)
3. ร้านค้าปลีก (Stand-Alone Retail Store)
4. ศูนย์รวมสินค้าเฉพาะอย่าง (Power Center)
5. ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Center)
6. ศูนย์บันเทิง ( Urban Entertainment Center )
1. ศูนย์การค้าชุมชน (Neighborhood Shopping Center)
คือ ศูนย์การค้าแบบเปิดขนาดเล็กในละแวกบ้าน ที่ออกแบบเพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้บริโภคในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Goods) หรือสิ่งของที่ใช้ประจำวัน มีพื้นที่ประมาณ 3-5 ไร่ และมีขนาดพื้นที่ให้เช่าประมาณ 2,700-14,000 ตารางเมตร สิ่งดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาที่ศูนย์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เช่าหลัก ประเภทซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านขายยา นอกเหนือจากนี้ยังมีจะมีร้านค้าปลีกต่างๆ อยู่ภายในบริเวณศูนย์การค้าชุมชนนี้ประมาณ 15 – 20 ร้าน เช่น ร้านอาหาร ร้านขายยา ร้านให้เช่าวีดีโอ ร้านซักรีด ร้านทำผม ร้านขายดอกไม้ และธนาคาร เป็นต้น ศูนย์การค้าชุมชนจะสามารถรองรับผู้บริโภคได้ 2,500 – 40,000 คนต่อวัน ภายในรัศมีประมาณ 3 – 5 กิโลเมตร
2. ศูนย์สะดวกซื้อ (Convenience Center) คือ ศูนย์การค้าขนาดเล็กมีพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ อยู่ติดถนนใหญ่ หรือซอยหลัก มีที่จอดรถในบริเวณประมาณ 3-10 คันเท่านั้น มีผู้เช่าพื้นที่ (Tenants) 2-3 ราย เช่น ศูนย์บริการซ่อมและจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ (Auto Service Center) ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) ร้านให้เช่าวีดีโอ และ/หรือ โรงเรียน เป็นต้น
3. ร้านค้าปลีก (Stand-Alone Retail Store) คือ ร้านค้าปลีกร้านเดียว พื้นที่ประมาณ 1/2 ไร่ อยู่ติดถนนใหญ่ หรือซอยหลัก มีผู้เช่าพื้นที่ (Tenant) 1 ราย เช่น ศูนย์บริการซ่อมและจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านค้าปลีก เป็นต้น
4. ศูนย์รวมสินค้าเฉพาะอย่าง (Power Center) คือ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่มีผู้เช่ารายใหญ่ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปและเป็นร้านค้าที่มีความชำนาญและมีจุดเด่นด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ร้านขายของตกแต่งบ้าน, ร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างและตกแต่งบ้าน เป็นต้น
5. ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Center) คือ ศูนย์การค้าที่มีผู้เช่าหลักเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต และมีร้านที่ตอบสนองต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่ โรงภาพยนตร์, โบว์ลิ่ง, ร้านอาหาร, ร้านเบเกอร์รี่, ร้านขายผลิตภัณฑ์เสริมความงาม, โรงเรียนดนตรี และมีพื้นที่เปิดโล่ง
6. ศูนย์บันเทิง ( Urban Entertainment Center )
เป็นหนึ่งในศูนย์การค้าแนวใหม่ด้วยการวางคอนเซ็ปต์ศูนย์ไลฟ์สไตล์แอนด์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (Life Style And Entertainment Center) ที่นำเสนอเรื่องของนวัตกรรมใหม่ ที่อิงวิถีการดำเนินชีวิต (Life Style) ของผู้บริโภคโดยเน้นการนำศิลปะและความบันเทิงเข้ามาผสมผสานกัน (Artertainment) ในรูปแบบของการดำเนินธุรกิจจนเกิดเป็นธุรกิจค้าปลีกรูปแบบใหม่ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ลูกค้าอายุระหว่าง 15-35 ปี มีรายได้ปานกลางถึงสูง และยังเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่สนใจแนวทางการดำรงชีวิตแบบคนรุ่นใหม่ ไม่อยู่ในกรอบ สนใจเทรนด์ใหม่ๆ ชอบเทคโนโลยี และศิลปะ โดยไม่อิงสินค้าแบรนด์เนมเป็นหลัก
ที่มา : Siam Futur
Community Mall
คอมมูนิตี้ มอลล์ คือรูปแบบธุรกิจด้านการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้า โดยมุ่งเน้นที่ศูนย์การค้าแบบเปิด (Open-air Shopping Center) จัดหาที่ดินตามความต้องการของลูกค้า และนำมาพัฒนาเป็นศูนย์การค้าหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าปลีก เพื่อให้บริการเช่าพื้นที่ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ให้บริการบริหารโครงการและพื้นที่ส่วนกลาง จัดหาสถานที่ประกอบการ และให้บริการสาธารณูปโภค ตลอดอายุสัญญาเช่าพื้นที่
การขยายตัวของชุมชนที่อยู่นอกเมือง ประกอบกับวิถีชีวิตอันเร่งรีบ และการจราจรที่ติดขัด ทำให้กลุ่มคนที่อาศัยในแต่ละย่านไม่อยากเสียเวลากับการไปจับจ่ายซื้อของตามห้างสรรพสินค้า หรือศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ทั้งที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ห่างจากบ้านมากเกินไป เพราะนอกจากจะต้องขับรถไกลแล้ว ยังต้องเสียเวลากับการหาที่จอดรถ แถมบางครั้งต้องจอดรถไกลจากจุดที่ต้องการซื้อของ ทำให้ คอมมูนิตี้มอลล์ หรือศูนย์การค้าใกล้บ้านที่สามารถตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว กลายเป็นรูปแบบค้าปลีกที่มาแรง
ปัจจัยสู่ความสำเร็จ
สยามฟิวเจอร์ ต้นแบบคอมมูนิตี้ มอลล์เมืองไทย แนะผู้ประกอบการมือใหม่ ต้องมีความชัดเจน ไม่ใช่แห่ทำตามกระแสฮิต เผยกลยุทธ์ทำคอมมูนิตี้ มอลล์ต้องคำนึงถึง 5 ปัจจัยหลัก ทำเล-การออกแบบ – ผู้บริหาร-การตลาด-เงื่อนไข ด้านแผนการลงทุนพร้อมเปิดกว้างหาพันธมิตร ผุดคอมมูนิตี้ มอลล์รูปแบบใหม่ๆเพิ่ม
จากกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่มีต่อคอมมูนิตี้ มอลล์ หรือศูนย์การค้าขนาดย่อม ที่ เปิดให้บริการในชุมชนหรือเฉพาะผู้บริโภคในย่านนั้นๆ ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเปิดให้บริการค้าปลีกในรูปแบบของคอมมูนิตี้ มอลล์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีทั้งที่ประสบความสำเร็จ และประสบปัญหาขาดทุน
สาเหตุที่ผู้บริโภคให้ความนิยมใช้บริการในคอมมูนิตี้ มอลล์ เพราะคำนึงเรื่องของความสะดวกสบาย ความทันสมัย และมีสินค้ารองรับตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
อย่างไรก็ดี การที่จะพัฒนาและบริหารคอมมูนิตี้ มอลล์ให้ประสบความสำเร็จ ต้องมีความชัดเจนในการดำเนินการ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ประกอบไปด้วย ทำเล หรือโลเคชั่นว่าผู้บริโภคในรัศมี 3-5 กิโลเมตรที่ศูนย์ต้องการนั้น มีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน มีกำลังซื้ออยู่ในระดับไหน ปานกลาง สูง หรือในระดับแมส รวมทั้งต้องวิเคราะห์เจาะลึกว่าทำเลที่ตั้งอยู่ฝั่งซ้าย หรือขวา มีการจราจรขาเข้าหรือขาออก หรือมีอุปสรรค์การจราจรติดขัดมากน้อยแค่ไหน มีจำนวนรถยนต์ รถประจำทาง รถจักรยานยนต์มากน้อยแค่ไหน และในอนาคตศูนย์จะสามารถรองรับกำลังซื้อในอีก 10-20 ปีได้หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องศึกษาและวิเคราะห์ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน
ปัจจัยที่ 2 คือ การศึกษาถึงรูปแบบสถาปัตยกรรม ว่าผู้บริโภคต้องการหรือนิยมศูนย์การค้าแบบใด ทึบ โปร่ง ทรงเหลี่ยม ฯลฯ และผสมผสานออกมาให้เป็นรูปแบบที่ต้องการ ซึ่งนักออกแบบต้องศึกษาดูงานมาทั่วโลก ปัจจัย 3 คือ ผู้บริหาร ซึ่งต้องมีประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญในสายงานค้าปลีก ต้องรู้จักใช้กลยุทธ์ผลักและดึง ให้เกิดความลงตัวในรูปแบบwin-win ระหว่างศูนย์กับผู้เช่า ปัจจัยต่อมา คือด้านการตลาด ในฐานะที่ศูนย์ได้รับความไว้วางใจให้บริหารจัดการจากผู้เช่า ศูนย์จึงต้องคิดเผื่อ และคิดแทนถึงเรื่องของการโฆษณา ส่งเสริมการขาย กลยุทธ์การตลาดต่างๆ รวมไปถึงAnchorที่จะมาสร้างความแข็งแรงให้กับศูนย์ ส่วนปัจจัยสุดท้าย เป็นเรื่องของเงื่อนไขที่ต้องสมเหตุสมผลกับทุกฝ่าย
RETAIL FORMAT
รีเทลฟอร์แมท (Retail Formats) ทฤษฎีของธุรกิจค้าปลีกได้จัดฟอร์แมทของ ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ (Shopping Center) หรือช๊อปปิ้งมอลล์ (Shopping Mall) ไว้ใน 6 รูปแบบด้วยกันดังนี้
1. Neighborhood Center
2. Community Center
3. Regional Centers
4. Super Regional Center
5. Theme Center
6. Factory Outlet Centers
รูปแบบแรก คือ Neighborhood Center จะมีอยู่ในหมู่บ้านหรือทางเข้าหมู่บ้านส่วนสินค้าที่ขายจะเป็น
- สินค้าที่สะดวกซื้อ สะดวกใช้
- บริการส่วนบุคคล เช่น ซัก-รีด- ซื้อบัตรเติมเงิน บุหรี่ เหล้า
- มีซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นแม่เหล็กหลักของร้านค้าหมู่บ้าน
- โดยทั่วไปจะมีขนาด 5,000 ตรม.
รูปแบบที่สอง คือ Community Center
ในบ้านเราอาจจะเรียก Community Mall ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์รูปแบบนี้จะมีขนาดใหญ่กว่ารูปแบบแรก สิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า สินค้ามีทั้งของสด-ของแห้งคือ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เป็นของสดและของอุปโภคบริโภค น้องๆ ดีพาร์ทเม้นท์ สโตร์ หรือดิสเคาน์สโตร์ ซึ่งเป็นร้านค้าหลัก (ผู้เช่าพื้นที่หลัก) ขนาดพื้นที่ประมาณ 15,000 ตรม.
รูปแบบที่สาม เป็นลักษณะ Regional Centers รูปแบบนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในต่างประเทศเขาเรียก Regional Shopping Centers ได้เพราะลักษณะประเทศและความใหญ่ของประเทศ เช่น เป็น East Coast, Mid West ฯลฯ ดังนั้นถ้าว่าตามต้นตำรับจะเป็นศูนย์การค้าระดับภูมิภาค (เพราะแต่ละรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาอาจจะใหญ่กว่าประเทศเล็กๆ เช่นเราในเอเซีย) ดังนั้นถ้าเป็นในประเทศไทยถ้าจำลองรูปแบบมาน่าจะถือเป็น ย่านการค้า เช่น ย่านลาดพร้าว มีห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ย่านราชประสงค์มี Central World รูปแบบนี้จะมีสินค้าทั่วไป เครื่องประดับ ตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน การให้บริการที่มากขึ้นทั้งบริการส่วนบุคคล การบริการด้านอาหารหรือบริการด้านความสนุกสนานบันเทิง โดยทั่วไปแล้วจะมีห้างสรรพสินค้าเต็มรูปแบบ 1-2 ห้างอยู่ในช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ มักจะอยู่ในเขต CBD (Central Business District) มีพื้นที่ประมาณ 19,000-50,000 ตรม.
รูปแบบที่สี่ เป็น Super Regional Center
ต้องนึกภาพให้ได้ว่าใหญ่มากๆ โดยปกติจะมีขนาดพื้นที่ 60,000-150,000 ตรม. พวกศูนย์การค้าใหญ่จะอยู่ในกลุ่มนี้ในต่างประเทศ เช่น Mall of Americal ซึ่งมีพื้นที่ 4.2 ล้านตารางฟุต มีส่วนสนุก 6 แห่ง มีร้ายค้ามากกว่า 600 ร้านและพื้นที่จอดรถ 12,000 คันหรือในตะวันออกกลางที่ดูไบ เช่น Mall of The Emirates เรียกว่าเป็นช็อปปิ้งมอลล์ที่ใหญ่ที่สุดนอกอเมริกาเหนือ มีร้านค้า 450 ร้านค้าปลีก โรงภาพยนตร์ Magic Planet สกีเซ็นเตอร์และห้างคาร์ฟูร์ที่ใหญ่มากๆ พื้นที่ทั้งหมด 223,000 ตรม.
สรุปแล้วมีสินค้าทั่วไปทุกชนิดที่รูปแบบที่ 4 มี มีห้างสรรพสินค้าหลักอย่างน้อย 3 ห้าง แต่ละห้างพื้นที่ไม่น้อยกว่า 10,000 ตรม.
รูปแบบที่ห้า Theme Center เป็นรูปแบบของช๊อปปิ้งเซ็นเตอร์ ที่สร้างเรื่องราวหรือธีม (Theme) จึงมักจะตั้งอยู่ใกล้แหล่งประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์มีจำนวนนักท่องเที่ยวมาก ไม่มีแม่เหล็กหลักเช่น ห้างสรรพสินค้า แต่จะเป็นห้างเฉพาะอย่าง (Specialty Store) โดยปกติจะมีพื้นที่ 10,000-50,000 ตรม.
รูปแบบที่หก เป็นรูปแบบช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ที่บ้านเราจะเริ่มมีมากขึ้นคือ Factory Outlet Centersซึ่งเป็นร้านค้าของโรงงานผู้ผลิต เช่น สินค้าไม่ผ่านการตรวจคุณภาพแต่เป็น แบรนด์เนมชั้นนำ สถานที่ตั้งจะมีอยู่อย่างอิสระ จำนวนร้านค้า 20-80 ร้าน ราคาขายจะจูงใจมากคือ ลดแบรนด์ดังๆ 25-75% จากราคาปกติที่เห็นชัดๆ เช่น Fly Now ที่เพชรบุรีหรือโคราช อีกแห่งเป็นของเครือสหพัฒน์ ซึ่งมีทั้งที่ศรีราชา (ใกล้แหล่งผลิตของเครือสหพัฒน์) เพชรบุรี โคราช (ปากช่อง-เขาใหญ่)




เขาเป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลคนจีนที่ทำธุรกิจด้านตลาดสดย่านมีนบุรี ถูกเลี้ยงมาบนกองหนังสือ และพาไปดูหนัง






