2013/02/25

MK สุกี้จะเข้าตลาดหุ้น แล้วเรารู้อะไรบ้าง
MK สุกี้ หรือบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นเอกสารไฟลิ่งกับกลต. เพื่อทำเรื่องขอนำหุ้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ปี 2556 ถือเป็นปีที่เริ่มต้นได้สดใสมากสำหรับตลาดหุ้นไทย และดูเหมือนบริษัทที่มีแบรนด์สินค้ามีชื่อเสียงต่างพยายามจะนำหุ้นเข้าซื้อขายให้ได้ในปีนี้ด้วย ซึ่งนอกเหนือจาก MK สุกี้แล้ว ที่มีข่าวก็มีทั้ง นกแอร์ บางกอกแอร์เวย์ส ไปจนถึงอิชิตัน

MK สุกี้ถูกมองว่าเป็นบริษัทที่หุ้นไอพีโอน่าจะเป็นปรากฏการณ์ของปีนี้กันล่วงหน้าเลย เพราะแบรนด์สินค้านั้นทุกคนรู้จัก กิจการที่มีลักษณะรับเงินสดจ่ายเครดิต ลูกค้าก็เยอะตลอด เป็นร้านอาหารที่มีมาร์จิ้นสูง แถมยังโหนธีม AEC ออกไปต่างประเทศได้ด้วย

ถ้าว่ากันตามเว็บบอร์ดหุ้น MK ถือเป็นกิจการยอดนิยมเมื่อมีการถามว่า “บริษัทอะไรที่คุณอยากให้เข้าตลาดหุ้น” นั่นแสดงถึงความชื่นชอบชื่นชมของคนภายนอก แต่ที่ผ่านมาฝ่ายบริหาร MK ก็ปฏิเสธมาตลอดด้วยเหตุผลว่าไม่รู้จะเอาเงินที่ได้จากไอพีโอไปทำอะไร การขยายสาขาที่ผ่านมาก็ใช้เงินสดที่มีหมุนเวียนเอา ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงคิดว่าเราควรตั้งคำถามด้วยว่า MK มาเข้าตลาดหุ้นทำไม นอกเหนือจากการมองในแง่การตอบรับของนักลงทุนในตลาดที่มองหุ้นตัวนี้เป็นบวก เพราะปีที่แล้วก็มีหุ้นบางตัวอาศัยภาพลักษณ์แบรนด์ที่สวยหรู แต่ถึงเวลาหุ้นไม่ได้ perform เท่าที่ควรเพราะมีข้อมูลเซอร์ไพรส์ตามมา ซึ่งข้อมูลหลายอย่างมีในไฟลิ่งอยู่แล้ว เราแค่ไม่ยอมอ่านกัน

เนื้อหาส่วนจากนี้ผมจะสรุปบางประเด็น (อาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด) จากไฟลิ่งเอ็มเคเรสโตรองต์กรุ๊ป ซึ่งจะใช้ตัวย่อในการซื้อขายว่า MKG M ตัวอักษรเดียวเลย โดยเลือกส่วนที่น่าสนใจครับ

1. ภาพรวมธุรกิจ

MK จดทะเบียนบริษัทปี 2532 โดยร้านสาขาแรกอยู่ที่เซ็นทรัลลาดพร้าวเปิดในปี 2529
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2555 มี MK สุกี้ 339 สาขา เป็นโกลด์ 6 สาขา
ธุรกิจอื่นในเครือมีร้าน Yayoi 81 สาขา เลอสยาม 2 สาขา ณ สยาม 1 สาขา Le Petite 1 สาขา
ขายแฟรนไชส์ร้านสุกี้ไปที่ญี่ปุ่น เวียดนาม และมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนทำร้านอาหารที่สิงคโปร์
Hakata และ Tenjin เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นอีก 2 แบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเริ่มดำเนินการ
เงินลงทุนในการเปิดสาขาใหม่เฉลี่ย 8 ล้านบาท
สัญญาเช่าในศูนย์การค้าหรือโมเดิร์นเทรดครั้งละ 3 ปี ไม่ค่อยมีปัญหาต่อสัญญา
บริษัทมีความสัมพันธ์ดีกับผู้ให้เช่าสถานที่ซึ่งต้องการทราฟฟิกจากร้านอาหารแบรนด์อยู่แล้ว
ร้านอาหารใช้พนักงาน 30-40 คนต่อ 1 สาขา มีพนักงานสาขารวม 19,451 คน ประจำ 72% พาร์ทไทม์ 28% เทิร์นโอเวอร์ 10%

2 โครงสร้างกิจการรายได้ 9 เดือนของปี 2555

รายได้รวม 9,676 ล้านบาท
มาจาก MK สุกี้ 86%
มาจาก Yayoi 12%
มาจากต่างประเทศ 0.4%

3. MK สุกี้

สาขาครึ่งหนึ่งจาก 333 สาขา อยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล
มีบุฟเฟต์ 14 สาขาบางช่วงเวลา ในกรุงเทพฯ ชลบุรี ราชบุรี ปทุมธานี เชียงใหม่ เพชรบูรณ์
MK Gold บุฟเฟต์มี 4 สาขาจาก 6 สาขา ในบางช่วงเวลาเช่นกัน คือ เอกมัย เอสพลานาด ศาลาแดง และเซ็นทรัลเวิลด์
คู่แข่ง – Hotpot มี 177 สาขา Shabushi 69 สาขา BBQ Plaza 94 สาขา Sukishi 27 สาขา Coca 8 สาขา

4. อาหารญี่ปุ่น

Yayoi มี 88 สาขา โดย 55 สาขาอยู่ในกรุงเทพฯ
เพิ่มร้านอาหารอีกสองแบรนด์ ฮากาตะ ที่รพ.ศิริราช และเท็นจินที่ The Scene ทาวน์อินทาวน์
คู่แข่ง – Fuji 79 สาขา Ootoya 35 สาขา Zen 25 สาขา
แฟรนไชส์ Yayoi ต่อสัญญาทุก 3 ปี แต่บริษัทเจ้าของแฟรนไชส์ Plenus เป็นผู้รับสิทธิ์ทำ MK ในญี่ปุ่นด้วย จึงถือว่ามีความสัมพันธ์ที่ดี
Yayoi ปี 2551 ขาดทุน 48 ล้าน แต่ 9 เดือนแรกของปี 2555 กำไร 108 ล้าน

5. Logistics

MK มีครัวกลางแห่งเดียวที่บางนา-ตราด กม.18 เพื่อนำวัตถุดิบมาตรวจสอบและจัดเตรียม ส่วนอีกแห่งที่นวนครนั้นเดิมเป็นครัวกลางเช่นกันแต่เจอน้ำท่วมปี 2554 เลยเปลี่ยนมาเป็นศูนย์กระจายสินค้าอย่างเดียว
Process Flow ครัวกลางแบ่งเป็น 5 ส่วนงานคือ ครัวล้างและตัดแต่งผัก ครัวเป็ด ครัวญี่ปุ่น ครัวติ่มซำ และครัวของหวาน
มีรถส่งสินค้า 140 คัน กระจายส่งทั่วประเทศ สาขาที่ใช้เวลาขนส่งไม่เกิน 3 ชั่วโมงจะส่งทุกวัน ถ้านานกว่านั้นจะส่งสัปดาห์ละ 2 วัน
มีแผนสร้างครัวกลางแห่งใหม่ที่บางนา ซึ่งเป็นเหตุผลหลักในการทำไอพีโอ คาดว่าจะแล้วเสร็จตุลาคม 2556

6. โครงสร้างผู้ถือหุ้น

หลังทำไอพีโอ รายย่อยจะถือหุ้นรวมกัน 20.5%
กลุ่มนายฤทธิ์ ธีระโกเมน ซีอีโอ ถือหุ้นรวม 37.4%
นายสมชาย หาญจิตต์เกษม กรรมการผู้จัดการส่วนธุรกิจเอ็มเคสุกี้ ถือหุ้น 18.1%
จะเห็นว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลังไอพีโอ สองผู้บริหารหลักก็ถือหุ้นรวมกันเกินครึ่งแล้วนั่นเอง
Silent Period ของผู้บริหาร ผ่านไป 6 เดือนสามารถขายหุ้นได้ 25% และ 12 เดือนขายได้ทั้งหมด

7. งบการเงิน

ตัวเลขเยอะมาก พูดรวมๆ ที่น่าสนใจแล้วกัน
งบกำไรขาดทุน – กำไรงวด 9 เดือนแรกของปี 2555 อยู่ที่ 1,611 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.9 บาทต่อหุ้น
มาร์จิ้นขั้นต้นอยู่ราว 21% ซึ่งค่อยๆ ดีขึ้น เดาว่าเป็นเพราะ Economy of Scale ตามมาตรฐานของกิจการใหญ่ ส่วน Net Profit อยู่ที่ 16% อย่างไรก็ตามบริษัทเพิ่งทำไอพีโอ ฉะนั้นก็ไม่ควรนอนใจกับตัวเลขงบที่อยู่ในไฟลิ่งมาก (ฮา)
งบดุล – บริษัทมีสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นอาคารสถานที่ และไม่มีเงินกู้ยืมระยะยาว
อัตราส่วนการเงิน – ปี 2555 ROA 49% ROE 148% ปี 54 ROA 40% ROE98% เด่นเวอร์มาก วงจรเงินสดลบ 16 วัน
เอินส์ทแอนด์ยัง เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีงวดปี 2555

8. รายละเอียดหุ้นไอพีโอ

หุ้นเดิม 720 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท
ไอพีโอ เสนอขายหุ้น 185,8500,000 หุ้น พาร์ 1 บาท ยังไม่กำหนดอัตราส่วนการกระจายและราคาขาย
มีใบสำคัญแสดงสิทธิ MKG-WA สำหรับพนักงานแปลงเป็นหุ้นสามัญ 20 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท อายุ 5 ปี
บ.หลักทรัพย์เอเชียพลัสเป็น Underwrite และ FA

9. การใช้จ่ายเงินจากการขายหุ้นไอพีโอ

สร้างครัวกลางที่บางนาแห่งใหม่ 850 ล้านบาท แล้วเสร็จปีนี้
จ่ายเงินกู้ยืมก่อสร้างสำนักงานใหญ่ 320 ล้านบาท
ส่วนที่เหลือใช้ขยายสาขา และเป็นเงินสำรอง

ความเห็นส่วนตัว ถ้าดูตัวเลขและโครงสร้างการถือหุ้น และเหตุผลที่ระดมทุน บางทีก็ยังสงสัยว่าตกลงจะเข้าตลาดหุ้นทำไม (ฮา) สิ่งที่ควรคำนึงถึงมากๆ คือราคาหุ้น เพราะดูมีแนวโน้มจะ “แพงเกินไป” เมื่อวัดจากกระแสความต้องการของตลาดครับ

การลงทุนมีความเสี่ยงและเงินใครเงินมันนะครับ🙂

บทความจาก http://www.arjin.com/2013/02/MK-Restaurant-Group-Filing.html